ความรับผิดชอบต่อคุณค่าของความเป็นมนุษย์

การวางรากฐานคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มนุษย์ทุกคนต้องการการยอมรับ ต่างแสวงหาความยุติธรรมที่เท่าเทียม โอกาสที่เท่าเทียม ศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม โดยปราศจากการแบ่งแยก แตกต่าง สิทธิเหล่านี้มีความหมายอยู่ทุกหนทุกแห่ง มิได้จำกัดอยู่ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น มนุษย์จึงมิอาจทำคุณประโยชน์ให้เกิดความก้าวหน้าในโลกที่กว้างใหญ่ได้ หากปราศจากการยืนหยัดปกป้องสิทธิเหล่านี้ของตน

 

 

ภาพจาก progressiverags.com

           โดยธรรมชาติความเป็นมนุษย์ล้วนปรารถนาความรัก ความเข้าใจ ความเมตตา ความเอื้ออาทร และยอมรับในการมีชีวิตอยู่ การให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นผู้ชาย ผู้หญิง คนพิการ ยากจน หรือด้อยโอกาส ควรยึดถือว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงมนุษย์อย่างเสมอภาค แม้ในความเป็นจริงจะเป็นการยากในทางปฏิบัติ แต่การวัดสังคมหนึ่งสังคมใดว่ามีการละเมิดหรือเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น ชี้ให้เห็นถึงความเสมอภาคหรือการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่เท่าเทียมกัน การให้คุณค่าของมนุษย์หรือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ บทบาทในสังคม ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือระดับการศึกษา การกำหนดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์คนใดร่ำรวยหรือมีบทบาทในสังคมมากกว่าหรือมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าก็จะมีคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่า เมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้ ฐานะร่ำรวยหรือยากจน บทบาทมากหรือน้อย ตำแหน่งใหญ่โตหรือชั้นผู้น้อย สิ่งเหล่านี้ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงถาวรจนคนๆ นั้นสิ้นลมหายใจตายจากไป ทุกคนล้วนมีโอกาสหลุดจากสถานะดังกล่าวที่สังคมเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น เมื่อสังคมกำหนดแล้วก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่อคนๆ นั้นได้ด้วย

 

 

ภาพจาก caritas.org.au

          เป็นไปโดยธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ แต่มีสองอย่างที่มนุษย์มิอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยธรรมชาติของตัวมันเอง คือ อายุและเพศ เพราะธรรมชาติเป็นผู้กำหนดมา แม้จะใช้วิทยาการสมัยใหม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ตาม มนุษย์ก็ยังถูกจำกัดสองสิ่งนี้ตลอดไป เมื่อธรรมชาติเป็นเช่นนี้ สิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะมีก็คือ รักชีวิตตนเอง รักตัวกลัวตายมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ตรรกะที่มนุษย์ทุกคนให้การยอมรับโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ก็คือ คุณค่าความเป็นคนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่มีใครมีคุณค่ามากกว่าใครหรือน้อยกว่าใคร ทุกคนมีคุณค่าความเป็นคนเหมือนๆ กัน ด้วยเหตุนี้การยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิความเป็นมนุษย์ซึ่งเสมอกันมิอาจถ่ายโอนให้แก่กันได้ อันเป็นฐานรากสำคัญยิ่งของเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ

 

 

           ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นมาตรฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์แห่งความสำเร็จได้นั้น สถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเคารพในสิทธิและเสรีภาพ มาตรฐานที่เจริญไปข้างหน้า ให้ได้มาซึ่งการยอมรับและการยึดถือปฏิบัติต่อสิทธิสากล “มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระ เสรี เท่าเทียมกันทั้งสิทธิและศักดิ์ศรี ทุกคนได้รับการประสิทธิประสาทเหตุผล มโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง” การปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นพลเมือง รู้สิทธิ หน้าที่ บทบาท และเสรีภาพที่ตนพึงกระทำได้ภายใต้ดุลอาณาของปวงชนชาวไทย ก่อให้เกิดผลดีต่อบัณฑิตให้เติบโตมีการมีงานทำ ดำรงชีวิต ประกอบอาชีพการงานด้วยจิตสำนึกที่ดีต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ ในส่วนของภาครัฐและเอกชนควรลดวัฒนธรรมองค์กรที่เคร่งครัด อำนาจการบังคับบัญชาตามตำแหน่งหน้าที่ลง แล้วเตรียมตัวเตรียมใจสร้างวัฒนธรรมองค์กรรองรับคนรุ่นใหม่ พร้อมที่จะก้าวไปสู่ “สังคมเพื่อนร่วมงาน” จากเดิม “สังคมนายจ้าง-ลูกจ้าง” หรือ “เจ้านาย-ลูกน้อง” ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ก็จะแทนที่ด้วยนโยบายความรับผิดชอบต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Human Dignity Responsibility: HDR) ผลักดันให้สังคมไทยปรับตัว ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การดำเนินการใดๆ ก็ตามจะอยู่ภายใต้คุณค่าความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3 ด้าน คือ การสร้างและมอบความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน การสร้างและร่วมพันธมิตรในเครือข่าย HDR และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่หน้าที่และบทบาทควรค่าแก่การเป็นต้นแบบให้ประชาชนคนไทยรุ่นใหม่ (Role Model Sustainable Development) ด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ คุณธรรม ความรู้ เสมอต้นเสมอปลาย และเท่าเทียม

 

          

 

ป. บอกต่อ